เหลือเชื่อ! Ninja สตรีมเมอร์ชื่อดังกำลังติดเกม World of Warcraft: Classic งอมแงม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสตรีมเมอร์ชื่อดังอย่าง Ninja (Tyler Blevins) อดีตนักแข่งฟอร์มูล่าวัน Halo ที่ผันตัวสู่การเป็นสตรีมเมอร์เกม H1Z1, PUBG และแจ้งเกิดแบบเต็มตัวกับ Fortnite จวบจนถึงทุกวันนี้ แต่ทว่าในขณะนี้ดูเหมือนว่าพี่แกกำลังติดเกม World of Warcraft: Classic งอมแงมวางไม่ลงเลยล่ะ แถมที่สำคัญ Ninja ทำการถ่ายทอดสดไลฟ์สตรีมเกมดังกล่าวผ่าน Mixer อีกด้วยค่ะ ซึ่งคาดว่าพี่แกน่าจะเล่นติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ใครที่แฟนคลับหรือสนใจอยู่ล่ะก็ สามารถรับชมกันได้นะจ๊ะ นอกเหนือไปกว่านั้น Ninja ยังโพสต์ลงบน Twitter หลักของตนอีกด้วยว่า “ผมกำลังรับทำเควสหนึ่งในเกม World of Warcraft: Classic และยังเคลียร์ไม่ผ่านเลย Send help! [ขอความช่วยเหลือด้วย!]” ซึ่งแน่นอนว่า DrLupo (Benjamin Lupo) หนึ่งในสตรีมเมอร์ชื่อดังบน Twitch และเพื่อนซี้คู่ใจที่แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า Ninja ก็เล่นเกมนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน ก็แสดงความยินดีกับเขาด้วยการใช้ภาพ GIF ว่า “Welcome” และเข้าไปเล่นด้วยกัน 555+ Ninja เปิดเผยว่าแม้ตนจะไม่เคยสัมผัส World of Warcraft มาก่อนสักนิด แต่ถึงกระนั้นก็เคยผ่านมือเกมแนว MMORPG ยอดนิยมในอดีตมาแล้วอย่าง Final Fantasy XI และ Star Wars : The Old Republic เป็นต้น โดยเจ้าตัวหันมาสนใจ World of Warcraft : Classic นั้นเป็นเพราะกระแสตอบรับที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียอย่างล้นหลาม จึงลองตัดสินใจเล่นดู ผลก็คือติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น เรียกได้ว่าเป็นไปดั่งตามการวิเคราะห์และคาดคะเนของบทความก่อนหน้านี้เคยนำเสนอไปเลยว่ากระแสดังกล่าวอาจช่วยดึงผู้เล่นหน้าใหม่ / ผู้เล่นหน้าเก่า หันมาเล่น World of Warcraft: Classic กันมากยิ่งขึ้น ไหนๆ ก็พูดถึง Ninja ทั้งที ทามาโมะจังขอเสริมไปด้วยว่าจากการที่พี่แกจับมือกับ Microsoft เพื่อย้ายมาตั้งแหล่งฐานไลฟ์สตรีมบน Mixer จึงทำให้ได้รับสิทธิ์เผยแพร่เนื้อเรื่องของ Gears 5 และเกมเพลย์ให้ได้รับชมก่อนใครอีกด้วย ซี่งจะทำการถ่ายทอดสดในคืนวันนี้ หากมีรายละเอียดเพิ่มเติม ทามาโมะจังและทีมงาน PlayUlti จะรีบมาแจ้งให้ทราบทันทีค่ะ เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

ผู้พัฒนาเกม Gears 5 ยอมรับ! โหมดเนื้อเรื่องในภาคนี้เป็นการรวมไอเดียจากเกมซีรีส์ดังเอาไว้

เดือนนี้เป็นอีกเดือนที่จะมีเกมฟอร์มยักษ์พร้อมๆ กัน 2 – 3 เกมเลยล่ะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเกม “Gears 5” ซีรีส์เกมแนว Shooting สุดมันส์ผลงานจากทีมผู้พัฒนา The Coalition ซึ่งเกมนี้อาเจ๊นัทก็จัดมาเรียบร้อยแล้วค่ะ รอเล่นออนไลน์พร้อมกับเพื่อนๆ แน่นอนว่าจะ LIVE สดลงแฟนเพจ PlayUlti คนเล่นเกมนอกด้วย ซึ่งซีรีส์ Gears of War ส่วนใหญ่เราก็ทราบดีว่าเนื้อเรื่องทำออกมาได้ดี แต่ก็ยังไม่เทียบเท่ากับโหมดออนไลน์ [Multiplayer] จะเป็นสิ่งที่ผู้เล่นจดจำมากกว่า ก็ไม่แปลกที่จะทำให้เกมเมอร์บางคนกังวนว่า “เนื้อเรื่องของ Gears 5 จะทำออกมาดีมากน้อยแค่ไหน!?” งานนี้สื่อต่างประเทศอย่าง GameSpot ก็เลยบุกชิงสัมภาษณ์เพื่อให้เกมเมอร์หายข้องใจเรื่องดังกล่าว คุณ Rod Fergusson หัวหน้าสตูดิโอของทีมผู้พัฒนาเกม The Coalition ได้ให้รายละเอียดเอาไว้ว่า “โหมดเนื้อเรื่องในภาคนี้พวกเขาเองแนวคิดการพัฒนาเกมมาจากเกมดังเกมอื่นๆ ที่พวกเขารักและชื่นชอบ จึงทำให้มันเป็นอีกภาคใหม่ที่จะมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่แตกต่างจากภาคที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเกมเพลย์ หรือ ความอิสระในการเลือกเส้นทางการดำเนินเนื้อเรื่อง พวกเขาก็หวังว่าเกมเมอร์ทุกคนจะชื่นชอบเกมๆ นี้ที่พวกเขาตั้งใจทำขึ้นมา” รายละเอียดการลดราคาของตัวเกม พร้อมของแถมสุดพิเศษดังต่อไปนี้ – Gears 5 Standard Edition จากเดิม 2,099 บาท เหลืออยู่ 699 บาท (ราคาพอๆ กับ Remnant: From the Ashes) – Gears 5 Ultimate Edition จากเดิม 2,799 บาท เหลืออยู่ 949 บาท ซึ่งชุดดังกล่าวจะประกอบไปด้วย อาทิ ของแถมสุดพิเศษที่จะมอบให้สำหรับผู้ที่สั่งซื้อตัวเกมล่วงหน้า ได้แก่ Terminator Dark Fate Character Pack [ชุดคอสตูม], 7 Days of Boost เอาไว้ปรับแต่งและปลดล็อคของพิเศษ 7 วัน และ Vector Lancer Skin [ของตกแต่งลายปืน] Gears 5 จะว่าด้วยเรื่องราวของ Kait Diaz ทหารสาวที่เลือกปฏิเสธการกลับไปรายงานตัวที่ศูนย์บัญชาการเนื่องจากการตายอย่างปริศนาของคนใกล้ตัวเธอ ยิ่งไปกว่านั่นเธอยังเห็นนิมิตต้นกำเนิดของพวก “Locust” ฝูงเอเลี่ยนทรงปัญญา ที่เคยเป็นเจ้าของดวงดาว SERA ก่อนที่มนุษย์จะมารุกราน เธอจึงออกเดินทางปยังทางตอนเหนือของดาวที่เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บพร้อมกับเพื่อนสนิท Delmont Walker ที่ถูกศูนย์บัญชาการคอยช่วยเฝ้าจับตาดูเธอเอาไว้ ซึ่งจะมีอะไรรอคอยเธออยู่ที่นั่นกันแน่ ก็ไม่อาจมีใครทราบได้ ระบบเกมเพลย์ยังคงความเป็นแนว Action Shooting ในมุมมอง 3 มิติชนิดโหดเลือดสาดอันเป็นหนึ่งในจุดขายนั้นของเกมซีรีส์นี้โดยเฉพาะ เพียงแต่สิ่งที่ปรับปรุงมาก็คือลูกเล่นการต่อสู้ที่ดูหลากหลายขึ้น รวมถึงระบบเข้าที่กำบังของเกมที่ถูกพัฒนาให้ดีกว่าเดิม ยิ่งกว่านั้นเพื่อนๆ สามารถสำรวจเส้นทางหลายเส้นทางได้อย่างอิสระอีกด้วย แถมยกระดับกราฟิกให้สวยงามไปอีกระดับ ถึงขั้นรองรับความคมชัดแบบ 4K/60FPS เลยทีเดียว อีกทั้งยังเต็มไปด้วยโหมด Co-Op และโหมดออนไลน์ สารพัดชนิดให้ไม่รู้เบื่ออีกด้วยนะคะ นอกจากนี้ยังนำเสนอโหมด Horde จะเป็นหนึ่งในโหมดออนไลน์ที่ใส่ลูกเล่นความเจ๋งให้กับตัวละครด้วยการเพิ่มทักษะสกิลหรือความสามารถพิเศษเพื่อใช้ในการเอาชนะศัตรูได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งทักษะสกิลเหล่านี้จะช่วยสร้างการเอาตัวรอดให้กับผู้เล่นได้อย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น JD ที่มีความสามารถเรียกการโจมตีจากทางอากาศถล่มปูพรมใส่ศัตรูได้ หรือ Kait ที่สามารถล่องหนแล้วหนีเอาตัวรอดหรือลอบสังหารศัตรูได้ เป็นต้น โดยผู้เล่นจะต้องใช้ทีมเวิร์คและสกิลเฉพาะตัวเพื่อเอาตัวรอดจากฝูง Horde นี้ไปให้ได้ ส่วนตัวเกมกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้ ทั้งบน PC [Steam & Microsoft Store] และ Xbox One เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

Disney Classic Games: Aladdin and The Lion King

ใครเคยเล่นต้องอายุ 20 กว่าแน่นอน Disney Games ประกาศนำเกมเก่ากลับมาวางจำหน่ายใหม่ Disney Classic Games : Aladdin and The Lion King จะวางจำหน่ายวันที่ 29 ตุลาคม 2019 ให้กับ Playstation 4 , Xbox One , Nintendo Switch และ PC Aladdin และ The Lion King พึ่งฉายในโรงภาพยนตร์ไปได้ไม่นาน กระแสตอบรับดีมาก กลายเป็นหนังพันล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ Disney ไม่รอช้า หยิบเกมกลับมาปัดฝุ่นวางจำหน่ายอีกครั้ง ตัวเกมจะมีการปรับภาพให้คมชัดมากขึ้น แสดงภาพถึง 1080p มีเกมหลายเวอร์ชัน Sega Genesis, Game Boy และ Super Game Boy รวมถึง The Lion King ของ Super Nintendo นอกจากนี้ยังมีโหมด Watch ที่สามารถปรับเร่งความเร็วของเกมไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ได้ ในส่วนของนักสะสม จะมี Museum รอบรวมภาพการออกแบบไว้ทั้งหมด ของ Aladdin และ The Lion King รวมไปถึงเพลงประกอบ และสิ่งที่พิเศษสุด “Trade Show Demo” Aladdin ที่ไม่เคยวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1993 ก็มีให้เล่นด้วย Disney Classic Games: Aladdin and The Lion King คอนักสะสมไม่ควรพลาด วางจำหน่ายวันที่ 29 ตุลาคม 2019 ให้กับ Playstation 4, Xbox One, Nintendo Switch และ PC เครดิต : (beartai) https://www.beartai.com

เกมเมอร์เฮ! Xiaomi พร้อมวางจำหน่าย Black Shark 2 Pro สมาร์ทโฟนเกมมิ่งศูนย์ไทยด้วยราคาที่โดนใจ

ในขณะที่หลายๆ คนกำลังรอคอยสมาร์ทโฟนเกมมิ่งอย่าง “ASUS ROG Phone 2” วางจำหน่ายในบ้านเรากันอยู่ ดูเหมือนตอนนี้เพื่อนๆ ได้ลังเลแล้วค่ะ ว่าจะเลือกรุ่นไหนกันดี เพราะตอนนี้ทาง Xiaomi ได้ประกาศแล้วว่า “Black Shark 2 Pro” สมาร์ทโฟนเกมมิ่งรุ่นใหม่ของพวกเขาจะบุกตลาดโซนอื่นๆ นอกเหนือในประเทศจีนแล้วค่ะ นั้นหมายความว่าบ้านเราก็ได้สิทธิ์ในการวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน อ่ะๆ แต่ก็อย่าพึ่งดีใจกันไปนะคะ เพราะการวางจำหน่ายในครั้งนี้จะมีเฉพาะทางออนไลน์เท่านั้น โดยสามารถสั่งซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์ชื่อดัง Lazada หรือ Shopee เท่านั้น! ไม่มีขายหน้าร้านนะคะ แต่ไม่ต้องกังวนไปค่ะ ถ้าเครื่องมีปัญหาศูนย์ Xiaomi จะเป็นคนดูแลในส่วนนี้ให้เองเลย สเปกเครื่อง Black Shark 2 Pro ระบบปฏิบัติการ : Android 9 Pie หน้าจอการแสดงผล : AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว มีค่า Touch Latency อยู่ที่ 34.7ms ( รุ่นเดิมอยู่ที่ 43.5ms ) CPU : Snapdragon 855 Plus GPU : Adreno 640 RAM : 12GB. ความจุ : มีความจุให้เลือก 2 แบบคือ 128GB. กับ 256GB เป็นหัวอ่านแบบ UFS 3.0 กล้องหลัง : กล้องหลักเป็น Sony IMX586 ความละเอียด 48MP f/1.75 กับ กล้องเลนส์เลเทโฟโต้ความละเอียด 13MP f/2.2 กล้องหน้า : 20MP f/2.0 การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, รองรับสัญญาณ Wi-Fi 2.4GHz. และ 5GHz เซ็นเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 27W สำหรับ Black Shark 2 Pro ที่นำเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราจะมีทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกันค่ะ รุ่นแรกคือ Ram 8GB. / ความจุ 128GB. สนนราคาอยู่ที่ 19,990 บาท และ Ram 12GB. / ความจุ 256GB. สนนราคาอยู่ที่ 23,900 บาท โดยจะมีให้เลือกทั้งหมด 2 สีก็คือ Shadow Black และ Iceberg Grey ที่น่าสนใจก็คือเขาแถมจอยที่ติดข้างเครื่องมาให้ด้วยนะ ร้านค้า Lazada จะเริ่มวางจำหน่ายทันทีในวันที่ 9 กันยายน ( คลิกได้ที่นี่ ) ส่วนทาง Shopee จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 10 กันยายนค่ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับคนที่อยากจะได้สมาร์ทโฟนเกมมิ่งดีๆ สักเครื่องแล้วก็เป็นเครื่องศูนย์ไทยด้วย แล้วยิ่งการเดินหมากครั้งนี้ของทาง Xiaomi นั้นหมายความว่าในอนาคตรุ่นใหม่ๆ ที่ถูกจัดเป็นสมาร์ทโฟนเกมมิ่งก็จะนำมาวางจำหน่ายในบ้านเราอย่างแน่นอนค่ะ เฮ้อ…เห็นแบบนี้แล้วอยากเห็นราคาของคู่แข่งอย่าง ASUS ROG Phone 2 จังเลยแหะ ว่ารุ่นที่อาเจ๊นัทรอตัวนี้ราคาจะตกอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่! เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

ชำแหละคีย์แมนดอร์ทมุนด์ ผู้นำทัพเสือเหลืองเขย่าบัลลังก์เสือใต้

ในฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจสุดๆ หลังต่อสู้ฟาดฟันกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ที่คว้าแชมป์ลีกในปีนี้ไปแบบไม่ยอดลดละ เรามาดูผลงานกันเป็นรายบุคคลได้เลยว่า มีใครในทีมโชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นบ้าง… 1. “กัปตันจอมทัพ” มาร์โค รอยส์ ผ่านพ้นมรสุมชีวิตค้าแข้งมาได้ หลังเจ็บๆ หายๆ มาหลายฤดูกาล ในซีซั่นนี้เขาสามารถรักษาร่างกายและฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมจนได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ รอยส์ยิงรวมถึง 17 ประตู ทำได้ 8 แอสซิสต์ และพลาดลงสนามเพียง 4 นัดเท่านั้น ถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยทำได้ในบุนเดสลีกาสำหรับแข้งดีกรีทีมชาติเยอรมนีคนนี้ สถิติของรอยส์ – มีเพียงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และจาดอน ซานโช เท่านั้นที่ทั้งยิงทั้งจ่ายได้มากกว่าเขาในฤดูกาลนี้ – ลงสนามในบุนเดสลีกาเกิน 20 นัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2015/16 – อัตราจ่ายบอลสำเร็จ 84% รอยส์กล่าวว่าเขาไม่อยากให้พูดว่านี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของเขา เพราะเหมือนว่าเขาจะไม่พัฒนาอีกแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงเขาเชื่อว่าตัวเองยังพัฒนาได้อีก 2. “ราชาแอสซิสต์” จาดอน ซานโช แข้งดาวรุ่งวัยเพียง 19 ปีแต่กลับโชว์ฟอร์มสนับสนุนทีมได้สุดยอด เมื่อทำแอสซิสต์ในฤดูกาลล่าสุดได้มากกว่าดาวเตะระดับโลกอย่างลิโอเนล เมสซี เสียอีก ซานโชพิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นแล้วว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งผู้เล่นหลักของทีม เขาลงสนามในทุกๆ เกมบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้โดยออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 26 นัด ยิงได้ 12 ประตู ผลงานแบบนี้ทำให้สโมสรหมดห่วงเรื่องที่ต้องเสียคริสเตียน พูลิซิชให้เชลซีไปได้เลย ซึ่งนี่เป็นเพียงฤดูกาลที่ 2 ในการค้าแข้งอย่างเป็นทางการของดาวรุ่งดีกรีทีมชาติอังกฤษเท่านั้นเอง สถิติของซานโช – ยิงได้ 1 ประตูและทำ 5 แอสซิสต์ในฐานะผู้เล่นสำรอง ก่อนที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมลีกนัดที่ 7 – นักเตะคนแรกที่เกิดในสหัสวรรษใหม่และยิงเบิ้ลได้ในบุนเดสลีกา (เกมลีกนัดที่ 9 พบแฮร์ธ่า เบอร์ลิน) – นักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของดอร์ทมุนด์ที่ยิง 10 ประตูขึ้นไปในฤดูกาลเดียว “แม้จาดอนจะยังเด็กมาก แต่เขาได้รับบทบาทสำคัญ เขามีทักษะการเลี้ยงบอลอันเหลือเชื่อ ยอดเยี่ยมสุดๆ” ลูเซียง ฟาฟร์ กล่าว 3.”คู่หูห้องเครื่อง” โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล ว่ากันตามตรง ความหวังในการลุ้นแชมป์ของดอร์ทมุนด์อาจจะจบไปนานแล้วก็ได้หากไม่มีสองห้องเครื่ องคู่นี้ นับตั้งแต่โทมัส เดลานีย์ และ อักเซล วิตเซล เข้ามาร่วมชายคาทีมเสือเหลืองในช่วงฤดูร้อนปี 2018 เกมของพวกเขาก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนพวกเขาเอาชนะได้มากขึ้นถึง 8 เกม แพ้น้อยกว่าเดิมถึง 5 เกม โดนใบเหลืองรวมกันทั้งฤดูกาลเพียง 8 ใบ ช่วยให้ดอร์ทมุนด์อัพฐานะจากผู้ท้าชิงแชมป์มาเป็นทีมลุ้นแชมป์เต็มตัวในฤดูกาลนี้ สถิติของเดลานีย์และวิตเซล – อัตราจ่ายบอลสำเร็จสูงถึง 90% – อัตราแย่งบอลสำเร็จสูงถึง 60% – ยิงรวมกัน 7 ประตูและทำ 6 แอสซิสต์ในบุนเดสลีกา 4. “เครื่องจักรถล่มประตู” ปาโก้ อัลกาเซร์ ดูจากผลงานและสถิติแล้วเถียงไม่ได้เลยว่า อัลกาเซร์ก็เป็นหนึ่งในขุนพลที่เกือบช่วยให้เสือเหลืองคว้าแชมป์ลีกปีนี้ได้ เขายิงได้ถึง 18 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับสองรองจากโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยที่ 12 ประตูที่ยิงได้มาจากการถูกเปลี่ยนตัวลงจากม้านั่งสำรอง อัลกาเซร์สร้างความฮือฮาให้กับทีมในหลายๆ นัด ทั้งในเกมที่เหมาสองลูกพาทีมคว่ำเลเวอร์คูเซน ยิงแฮตทริคใส่เอาก์สบวร์กภายในเวลา 34 นาที ประตูชัยโค่นบาเยิร์น มิวนิค และสองประตูช่วงท้ายเกมที่ปราบโวล์ฟสบวร์ก เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่าการถูกดองที่บาร์เซโลน่าไม่อาจทำให้สนิมเกาะคมเท้าของเขาได้เลย สถิติของอัลกาเซร์ – อัตรายิงประตูทุก 66 นาที สูงสุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ทุบสถิติของแกร์ด มึลเลอร์ และ กราฟิเต้ (ยิง 18 ประตูใน 1,204 นาที) – ทำสถิติยิงประตูสูงสุดในฐานะผู้เล่นสำรอง โดย 12 ประตูที่ยิงได้มาจากช่วง 15 นาทีสุดท้าย – ยิงประตูจากระยะไกลได้ถึง 5 ประตู และจากฟรีคิก 3 ประตู (สูงที่สุดในลีกร่วมกับอีก 2 คน) 5. “ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ” มาริโอ เกิทเซ่ นักเตะที่ ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ เคยขนานนามว่าเป็น “เมสซีของเยอรมนี” เกิทเซ่ ต่อสู้อย่างหนักจนกลับมายืดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้งภายใต้บังเหียนของลูเซียง ฟาฟร์ เขาได้โอกาสลงเล่นถึง 14 จาก 17 เกมในครึ่งซีซั่นหลัง อีกทั้งยังยิงประตูได้ไม่น้อย รวมถึงประตูสำคัญที่เขายิงพาทีมมีลุ้นแชมป์ ไปจนถึงเกมนัดสุดท้ายของศึกบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ สถิติของเกิทเซ่ – ทำ 7 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่ฤดูกาล 2014/15 ที่ไปอยู่กับบาเยิร์น (เคยทำได้ 9 ประตูกับ 4 แอสซิสต์จากการลงเล่น 32 เกมให้บาเยิร์น) – ยิง 3 ประตูจาก 5 เกมสุดท้ายของฤดูกาล – ลงสนาม 18 นัดในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ เกิทเซ่กล่าวไว้ว่า เขาอยากให้ลูเซียง ฟาฟร์ เห็นว่าทำผิดพลาดที่ไม่เลือกเขาเป็นตัวจริงตั้งแต่ต้นฤดูกาล เขาพยายามอย่างหนัก จนในที่สุดก็ชนะใจกุนซือใหญ่ได้สำเร็จ เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

บริษัทญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์ชงกาแฟ “โรโบ-บาริสต้า”

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ทำให้บริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นต้องพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาช่วยทำงานในด้านต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งหุ่นยนต์ตัวล่าสุดซึ่งรับหน้าที่ชงกาแฟหอมๆ ตอนเช้าๆ
อย่าแปลกใจ ถ้ากาแฟถ้วยที่คุณดื่มที่ญี่ปุ่นจะไม่ได้ต้ม ผสมและชงโดยมนุษย์ แต่เป็นฝีมือของหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ผลิตโดยบริษัท QBIT Robotics
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ ประธานบริษัท QBIT Robotics กล่าวว่า ทางบริษัทผลิตหุ่นยนต์ชงกาแฟขึ้นมาเพราะต้องการสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าพร้อมกับกาแฟหอมๆ
บริษัท QBIT Robotics คือผู้ผลิตเครื่องจักรกลที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ในหลายสาขา เช่น ความบันเทิงและบริการด้านอาหาร ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำ อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น และเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขาอาชีพ
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ อธิบายการทำงานของหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ว่า ลูกค้าต้องเริ่มด้วยการเดินไปสั่งกาแฟด้วยตัวเองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเวลาสั่งกาแฟที่ร้านกาแฟทั่วไป จากนั้นก็ไปยืนรอดูเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ทำกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมเสิร์ฟ ซึ่งรวมถึงล้างเครื่องกรองกาแฟให้ด้วย
หุ่นยนต์ robo-barista
ตัวนี้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงลักษณะกาแฟที่ลูกค้าแต่ละคนสั่ง รวมถึงการแสดงออกของลูกค้าเมื่อได้จิบกาแฟแก้วนั้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงานต่อไป นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่กาแฟแก้วต่อไปจะรสชาติดีขึ้นกว่าเดิม
คุณแอนน์ รูฟฟินู ลูกค้าของเจ้า robo-barista บอกว่า ตนรู้สึกสนุกสนานที่ได้สั่งกาแฟกับหุ่นยนต์ตัวนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่น่าสนใจ
สำหรับรสชาติของกาแฟนั้น คุณกิลส์ รูฟฟินู ลูกค้าอีกผู้หนึ่งบอกว่า
“ใช้ได้เลยทีเดียว”
บริษัท QBIT Robotics ตั้งเป้าว่าจะขายหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ได้ 300 ตัว ภายในสองปี และนอกจากชงกาแฟแล้วยังจะพัฒนาให้ทำเครื่องดื่มอื่นๆ ได้ด้วย รวมทั้งอาจถึงขั้นทำอาหารได้ในอนาคต อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวราเมนหรือแกงต่างๆ

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

แมนซิตี้แชมป์,ลิเวอร์พูลที่ 4 ! เปิดโผ 10 ทีมลูกหนังมูลค่านักเตะรวมแพงสุดในโลก

ความสำเร็จสร้างได้ด้วยเงิน ! นี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน โดยเรื่องนี้มีความเป็นรูปธรรมเมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงที่ผ่านมา เพราะกล้าทุ่มเงินสร้างทีม และนั่นทำให้พวกเขาครองอันดับ 1 สโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ารวมนักเตะสูงสุดในยุโรป ถึง 1.14 พันล้านปอนด์ (ราว 43,320 ล้านบาท) ประจำปี 2019 สำหรับอันดับ 2 เป็นของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ซึ่งมีการทุ่มเงินซื้อ เอแด็น อาซาร์ และ ลูก้า โยวิช มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ที่มีมูลค่านักเตะในทีมรวมแล้วประมาณ 1.07 พันล้านปอนด์ (ราว 40,660 ล้านบาท) ขณะที่ “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า รั้งอันดับ 3 ด้วยยอดเงินอยู่ที่ 1.03 พันล้านปอนด์ (ราว 39,140 ล้านบาท) ขณะที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลล่าสุด รั้งอันดับ 4 ด้วยยอดเงิน 959.18 ล้านปอนด์ (ราว 36,448.84 ล้านบาท) ในส่วนของอันดับ 5 มีการเปลี่ยนมือเมื่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก้าวขึ้นมาแทน โดยพวกเขาเพิ่งคว้าตัว เมาโร่ อิการ์ดี้ มาจาก อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายืมตัว 1 ซีซั่นพร้อมออปชั่นซื้อถาวร 64 ล้านปอนด์ (ราว 2,432 ล้านบาท) มีมูลค่ารวมนักเตะพุ่งขึ้นมาถึง 949.5 ล้านปอนด์ (ราว 36,081 ล้านบาท) ด้าน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องหล่นมาอยู่อันดับ 6 ด้วยยอดเงินจำนวน 881.55 ล้านปอนด์ (ราว 33,498.9 ล้านบาท) ในส่วนของ เชลซี ซึ่งถูกแบนจากการตลาดพ่อค้าแข้ง 2 ช่วงเวลา (ซัมเมอร์และเดือนม.ค.นี้) สโมสร่วมกรุงลอนดอน ติดโผในอันดับ 10 ด้วยยอดเงินมูลค่าทีมประมาณ 697.5 ล้านปอนด์ (ราว 26,505 ล้านบาท) ในส่วนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งช่วงซัมเมอร์นี้ทุ่มเงินไม่ยั้งเช่นกันด้วยการคว้าตัว อารอน วาน-บิสซาก้า สนนราคา 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) และแฮร์รี่ แม็คไกวร์ กองหลังค่าตัวแพงสุดในโลก 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,040 ล้านบาท) รั้งอันดับ 11 ด้วยมูลค่านักเตะรวม 644.63 ล้านปอนด์ (ราว 24,495.94 ล้านบาท) สำหรับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ติดอันดับ 13 ด้วยยอดเงินประมาณ 570.38 ล้านปอนด์ (ราว 19,392.92 ล้านบาท) ด้าน อินเตอร์ มิลาน ที่มีการเสริมทัพอย่างการดึง โรเมลู ลูกากู หัวหอกเบลเยียม และ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวยิงชิลีที่ยืมมาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด มียอดมูลค่ารวมผู้เล่นอยู่ที่ประมาณ 482.31 ล้านปอนด์ (ราว 18,327.78 ล้านบาท) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

นักวิจัยเร่งศึกษาอาคาร “อัจฉริยะ” ตรวจจับและป้องกันภัยยิงสังหารหมู่

เหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการถกเถียงกันเรื่องการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการครอบครองอาวุธปืน ในขณะที่อีกด้าน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southern California หรือ USC ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังทำการศึกษาอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้คนที่อยู่ในอาคารปลอดภัยจากความรุนแรงที่เกิดจากการยิงสังหาร
การออกแบบและพฤติกรรม
วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่ USC กำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน หรือ Virtual Reality เพื่อช่วยในการออกแบบอาคาร “อัจฉริยะ” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่อยู่ในอาคารต้องตกเป็นเหยื่อของมือปืนสังหารหมู่
พวกเขากำลังศึกษาดูนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายอย่าง เช่น ตำแหน่งป้ายทางออก จำนวนจุดซ่อนตัว หรือการใช้ผนังอาคารที่เคลื่อนตัวได้
Gale Lucas นักวิจัยที่สถาบัน Creative Technologies ของ USC บอกว่าก่อนที่จะมาดูเรื่องการออกแบบอาคาร จะต้องศึกษาก่อนว่า ผู้อาศัยหรือคนทำงานในอาคารจะทำตัวอย่างไรเมื่อมีมือปืนบุกเข้ามา และพฤติกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากมีการออกแบบตัวอาคารที่ต่างออกไป โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเข้าช่วย
Lucas บอกว่าในโลกความเป็นจริง การจะเปลี่ยนรูปแบบภายในอาคารทำได้ยาก แต่ในโลกความเป็นจริงเสมือน เธอสามารถเปลี่ยนรูปแบบอาคารอย่างไรก็ได้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามหลักจริยธรรม สิ่งที่อาจจะทำให้อาคารปลอดภัยมากขึ้น ประกอบด้วย จำนวนทางออก จุดซ่อนตัว และ การเลือกว่าจะใช้กระจกบานใสหรือบานขุ่นในตัวอาคาร
Burcin Becerik-Gerber ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับ Lucas บอกว่า ตอนนี้มีข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและมีงบประมาณมากมาย แต่เธอบอกว่าข้อแนะนำเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในชีวิตจริงเพื่อดูว่าจะออกมาอย่างไร จึงต้องมีการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้จำลองเหตุการณ์
ปลายปีนี้ อาคารโรงเรียนและอาคารสำนักงานบางแห่งจะถูกใช้เป็นสนามทดลอง โดยจะมีการนำครู และพนักงานกว่า 200 คนมาสวมหน้ากาก virtual reality และให้อยู่บนลู่วิ่ง เพื่อดูว่าหากพวกเขาต้องวิ่งหนีมือปืน พวกเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไร
อาคารอัจฉริยะที่ “ตรวจจับภัยได้”
Becerik-Gerber บอกว่ารูปแบบอาคารแบบใดแบบหนึ่งไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ จึงควรจะออกแบบตัวอาคารให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ artificial intelligence และเซ็นเซอร์มาช่วย
เธอยกตัวอย่างว่า ในกรณีที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าตัวอาคารมีเสียงดังมากขึ้นและมีความโกลาหลอันเกิดจากการบุกเข้ามาของมือปืน ก็อาจจะมีการส่งสัญญาณให้กำแพงสามารถเคลื่อนเข้ามากักบริเวณมือปืนเอาไว้ หรือ เปลี่ยนให้กระจกใสให้เป็นสีขุ่น เพื่อพรางตัวผู้ที่อยู่ในอาคาร
อาคาร “อัจฉริยะ” ยังสามารถส่งสัญญาณดิจิตอลเพื่อชี้ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดและห่างไกลจากต้นตอความรุนแรงอีกด้วย
นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Southern California บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีอาคาร “อัจฉริยะ” ในอนาคตอันใกล้ เพราะเทคโนโลยีทีใช้ตรวจจับอันตรายและตอบสนองเพื่อปกป้องผู้ที่อยู่ในอาคารนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่สังคมจะต้องมีความสมัครใจที่จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในชีวิตจริง

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

[รีวิวเกม] Bloodstained : Ritual of the Night – ผู้สืบทอดตำนานปราสาทแดรกคูลา

ในกระแสเกมยุคปัจจุบันที่หลายๆ ผู้พัฒนาพยายามจะหนีออกจากความเป็นเกมมากๆขึ้น ด้วยต้องการจะสร้างประสบการณ์ที่สมจริงสมจัง ดึงผู้เล่นเข้าให้เข้าในหัวของตัวละครและโลกที่ถูกสร้างขึ้น นี่คือเกมที่หันหลังให้กับกระแสนั้นแล้วโอบรับธรรมชาติของตัวเองอย่างสนุกสนาน Bloodstained : Ritual of the Night เป็นเกม Action-RPG มุมมองด้านข้างแบบสองมิติ แต่ใช้โมเดลและภาพ 3 มิติ พัฒนาโดยสตูดิโอ Art Play ที่นำโดย โคจิ อิงาราชิ (Koji Igarashi) ผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้ให้กำเนิด Castlevania : Symphony of the Night หนึ่งในเกมในตำนานที่สร้าง sub-genre (ประเภทย่อยของเกม) ของตัวเองขึ้นมาคู่กับเกม Super-Metroid จนถูกเรียกว่า Metroidvania หรือที่บางคนอาจจะเรียกว่า Igavania เลยทีเดียว โดย Bloodstained นั้นเกิดจากการระดมทุนผ่าน Kickstarter ในปี 2015 หลังจากที่อิงะได้ออกจาก Konami ด้วยโฆษณาที่ว่านี่จะเป็นเกมผู้สืบทอดจิตวิญญาณของ Castlevania ยุคหลัง Symphony of the Night เป็นต้นมา ซึ่งตัวเกมก็ได้รับเงินระดมทุนไปถึงเกือบ 6 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าเป้าขั้นต่ำที่ตั้งไว้ที่ 5 แสนแบบถล่มทลาย ซึ่งตัวเกมเดิมนั้นวางแผนไว้ว่าจะวางขายในปี 2017 แต่ก็ดีเลย์มาเรื่อยๆยาวถึง 2 ปีกว่าจนในที่สุด มันก็ได้วางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนปี 2019 นี้ สิ่งหนึ่งที่ผมต้องเกริ่นไว้ก่อนเลย คือผมไม่เคยเล่น Castlevania ซักภาครวมถึง Symphony of the Night ด้วยครับ แน่นอนว่าผมเคยได้ยินเรื่องราวและได้เห็นความเจ๋งของเกมนี้จากหลายๆทางมาแล้ว แต่ก็พูดได้ว่านี่จะเป็นรีวิวที่เขียนจากคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์หรือความประทับใจกับ SotN (ชื่อย่อ) โดยตรงมาเลย ระบบการเล่นที่เรียบง่ายแต่กลับเพลินจนหยุดไม่อยู่ ในส่วนของระบบการต่อสู้และพัฒนาตัวละครนั้นเรียบง่ายมากๆ เราจะสามารควบคุมมิเรียมให้วิ่ง กระโดด หลบถอยหลัง โจมตี และใช้เวทมนตร์ที่ในเกมนี้เรียกว่า Shard ได้ ซึ่งการโจมตีในเกมนี้นั้นจะไม่มีการกดคอมโบใดๆ ทั้งสิ้น การกดโจมตีย้ำๆก็จะเป็นแค่การออกท่าโจมตีมาตรฐานตามแต่อาวุธที่เราใช้ซ้ำๆ กันไป เช่นเดียวกับการใช้เวทมนตร์ที่จะมีอะไรมากกว่าก็แค่เวทมนตร์บางชนิดเราจะสามารถกำหนดทิศทางที่จะยิงออกไปได้ ที่อาจจะมีลูกเล่นหน่อยก็จะเป็นระบบท่าพิเศษ (Techniques) ที่มากับอาวุธบางชิ้น แต่ส่วนตัวผู้เขียนกลับมองว่าท่าพิเศษพวกนี้ดูจะเป็นส่วนเกินที่ไม่จำเป็นไปหน่อย อย่างหนึ่งคือวิธีกดนั้นมันละม้ายคล้ายคลึงกับการกดท่าในเกมต่อสู้ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่คุ้นเคยกับอะไรแบบนั้นก็จะหาจังหวะกดใช้งานจริงได้ยากมาก รวมถึงท่าที่มีประโยชน์จริงๆก็มีเพียงไม่กี่ท่า ทำให้สุดท้ายผมเชื่อว่าผู้เล่นส่วนใหญ่ยังไงก็จะใช้การโจมตีธรรมดากับเวทย์มนตร์เสียมากกว่าอยู่ดี แต่สิ่งที่ทำให้ระบบที่เรียบง่ายนี้มันเวิร์กก็คือระบบพัฒนาตัวละคร นอกจากที่ตัวมิเรียมนั้นจะมีเลเวลที่เราสามารถอัปได้จากการฆ่าศัตรูเพื่อเก็บ exp เหมือนเกม RPG ทั่วๆไปแล้ว เราสามารถสวมใส่อาวุธชุดเกราะและเครื่องประดับให้กับเธอได้ ซึ่งอาวุธที่มีให้เลือกใช้ก็มีเกือบ 10 ชนิดได้ แต่ละชนิดก็จะมีจุดดีจุดเด่นของตัวเอง เช่น มีดจะแทงได้เร็วแต่ระยะสั้นและเป็นเส้นตรง ดาบใหญ่จะช้าแต่แรงและโจมตีเป็นวงทางตั้ง เป็นต้น และด้วยความที่ตัวเกมไม่มีระบบการกดคอมโบ ทำให้เราสามารถหยิบเปลี่ยนอาวุธแต่ละชนิดขึ้นมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้โดยแทบจะไม่ต้องปรับตัวเลย ซึ่งมันก็เข้ากันได้ดีกับการออกแบบฉากและศัตรูในเกมที่หลากหลายและกระตุ้นให้เราอยากเปลี่ยนอาวุธเพื่อความเหมาะสมอยู่บ่อยๆ รวมถึงชุดเกราะและเครื่องประดับเองนอกจากจะเพิ่มค่าสถานะแล้ว บางชนิดก็ยังมีเอฟเฟคต์เฉพาะตัวเสริมสไตล์การเล่นเข้าไปอีก รวมถึงส่วนเกราะหัวหรือเครื่องประดับบางชนิดก็จะโชว์บนโมเดลตัวละครด้วยๅ อาจจะไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่า Bloodstained : Ritual of the Night เป็นหนึ่งในเกมระดมทุนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมานับตั้งแต่เกมที่เคยสร้างประวัติการณ์อย่าง Undertale (ที่เอาเข้าจริงๆ ก็เทียบกับยากกันหน่อยเพราะอยู่กันคนละตลาด) แน่นอนว่ามันยังมีตำหนิมีข้อเสียหลายอย่างโดยเฉพาะในด้านเทคนิคและบทของเกมที่ไม่ได้ถูกเกลามาอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่มันก็ตอบโจทย์สิ่งที่มันอยากจะทำและเป็นสิ่งที่ผู้คาดหวังได้แทบจะสมบูรณ์แบบ นั่นคือการเป็นเกมผู้สืบทอดตำนาน Castlevania : Symphony of the Night และพิสูจน์ให้เราได้เห็นว่าเกมแอคชั่นมุมมองด้านข้างยังไม่ตาย ยังมีเหล่าผู้เล่นหน้าเก่าที่โหยหาบรรยากาศแบบนี้ และยังมีผู้เล่นหน้าใหม่อย่างผู้เขียนเองที่ตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ที่เคยสร้างอิทธิพลสำคัญต่อวงการเกมนี้อยู่ ตราบใดที่เกมมันถูกสร้างออกด้วยมาความตั้งใจเอาใจใส่ และที่สำคัญ ด้วยความสนุกสนานของผู้สร้างเอง มันส่งมาถึงผู้เล่นแน่นอน และนี่คือหนึ่งในเกมที่ขุดรากเหง้าของการสร้างเกมในแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับใครที่เป็นแฟนของ SotN หรือเคยเล่นมาก่อนแล้วชอบล่ะก็ จากความเห็นของเพื่อนๆรอบตัวผมที่เป็นหนึ่งในนั้น ก็พอจะสรุปให้ได้ว่า ซื้อมาเล่นเถอะ คุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน ส่วนใครก็ตามที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกมแนวนี้มาก่อนและยังลังเลอยู่ ไม่ว่าจะเพราะไม่ใว้ใจเกมระดมทุนจากกรณีก่อนๆอย่าง Might No.9 ก็ดี หรือแค่เพราะเห็นภาพเกมมันไม่สวยเลยไม่แน่ใจคุณภาพเกมว่ามันจะคุ้มกับเงิน 1200-1300 ก็ดี ผู้เขียนยืนยันให้ตรงนี้เลยว่ามันคุ้มเกินคุ้มแน่นอน ที่เหลือก็อยู่ที่ว่ามันจะตรงจริตกับคุณรึเปล่าก็เท่านั้นเอง เครดิต : (beartai) https://www.beartai.com

เบล็อตติ’ เบิ้ล!อิตาลีเฮ5นัดรวดหลังอัดแซงอาร์เมเนีย10คนคัดยูโร

อันเดรีย เบล็อตติ กดสองตุงช่วย “อัซซูรี่” เก็บชัย 5 นัดรวดหลังอิตาลี ไล่ยิงแซงเจ้าถิ่น อาร์เมเนีย ที่เหลือผู้เล่น 10 คนท้ายครึ่งแรกไป 3-1 ในศึกฟุตบอล ชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 อาร์เมเนีย 1 – 3 อิตาลี สนาม : วาซเก้น ซาร์จสยาน ทีมชาติอาร์เมเนียประเดิมด้วยความพ่ายแพ้ 2 นัดแรก แต่ยังมาแก้ตัวเก็บชัยได้ใน 2 นัดหลัง ทำให้ยังไม่หมดหวังเข้ารอบซะทีเดียว ด้าน ”อัซซูรี่” อิตาลี ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว ชนะมา 4 นัดรวด รั้งเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม เริ่มเกมมาได้เพียง 11 นาทีกลับเป็น อาร์เมเนีย ที่ออกนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะตัดบอลได้ของเจ้าถิ่นกว่าครึ่งสนามโดย ทิกราน บาร์เซกห์ยาน แล้วกระชากบอลจี้เข้าหาแดนอิตาลีก่อนจ่ายออกไปให้ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ที่วิ่งฉีกไปรับบอลทางฝั่งขวาแล้วซัดแบบไม่จับไปทางเสาไกลบอลพุ่งเสียบโคนเสาเข้าไปอย่างสวยงาม แต่อิตาลีที่โหมเกมบุกได้มากกว่ามาตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 26 เป็น เอเมอร์สัน ที่หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายหักหลอกแผงหลังเจ้าบ้านหนึ่งจังหวะก่อนบรรจงเปิดบอลลอยข้ามหัวแข้งอาร์เมเนียเลยไปที่จุดนัดหมายให้ อันเดรีย เบล็อตติ ยืนแปด้วยเท้าขวาโล่งๆ ระยะไม่ถึง 5 หลายัดเยียดบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายได้สำเร็จ ช่วงชดเชยเวลานาทีที่ 45+1 อาร์เมเนีย เหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ถูกใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามจากจังหวะขึ้นเบียดโหม่งแล้วไปใช้มือจงใจฟาดเข้าใส่หน้า เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังอิตาลี จบครึ่งแรก อิตาลี ไล่เสมอ อาร์เมเนีย 1-1 แถมได้เปรียบตัวผู้เล่นเมื่อเจ้าถิ่นต้องลงมาดวลครึ่งหลังเพียง 10 คนเท่านั้น มาต่อครึ่งหลัง ทัพ “อัซซูรี่” ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่นและครองเกมบุกได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดกว่าจะได้ประตูแซงนำ 2-1 ก็ปาไปนาทีที่ 77 จากจังหวะเปิดบอลยาวทางฝั่งขวาเกือบ 40 หลาของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ยัดเข้าไปในกรอบเขตโทษอาร์เมเนีย และเป็น ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาในครึ่งหลังวิ่งโฉบเข้าโขกบอลลงพื้นเข้าประตูไปอย่างสวยงาม อารัม อายราเพทยาน ผู้รักษาประตูอาร์เมเนียพยายามพุ่งปัดแต่ไม่ถึง อิตาลี มาได้ประตูย้ำชัย 3-1 นาทีที่ 80 สเตฟาโน่ เซนซี่ เลี้ยงจี้เข้าหากรอบเขตโทษอาร์เมเนียก่อนส่งบอลยัดไปให้ อันเดรีย เบล็อตติ ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวบังบอลแล้วพลิกตัวกดด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งแรงมุดโคนเสาแรกเข้าไป โดย อารัม อายราเพทยาน นายด่านเจ้าถิ่นได้เพียงรับโดยปลายมือเท่านั้น จบเกม อิตาลี บุกมาอัดแซง อาร์เมเนีย ที่เหลือ 10 คนไป 3-1 พร้อมเก็บชัย 5 นัดรวดรั้งจ่าฝูงกลุ่ม เจ ขณะที่ อาร์เมเนีย ต้องลุ้นต่อไป รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม อาร์เมเนีย (4-2-3-1) : อารัม อายราเพทยาน – โฮฟานเนส ฮัมบาร์ดซุมยาน, วารัซดาท ฮาโรยาน, อังเดร คาลิซีร์, คาโม โฮฟวานนิสยาน – อาร์ตัค กริกอร์ยาน (รัมยาน ฮอฟเซฟยาน น.57), คาร์เลน มเคียร์ชยาน – ทีกราน บาร์เซกห์ยาน (ซาร์กิส อดัมยาน น.57), เฮนริค มคิทาร์ยาน, เจวอร์ก กาซาร์ยาน (เอ็ดการ์ บาบายาน น.82) – อเล็กซานเดร คาราเพเทีย อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, อเลสซิโอ โรมันโนลี่, เอเมอร์สัน – นิโกโล่ บาเรลล่า (สเตฟาโน่ เซนซี่ น.69), จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ – เฟเดริโก้ เคียซ่า (ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ น.61), อันเดรีย เบล็อตติ, ฟิลิปโป้ แบร์นาร์เดสคี่(เควิน ลาซากน่า น.83) ผู้ตัดสิน : ดาเนียล เซียเบิร์ต (เยอรมัน) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th