[รีวิวเกม] The Dark Pictures Anthology: Man of Medan คอนเซ็ปต์ดี มีตุ้งแช่ แต่ยังไม่ค่อยโดน

จากผู้สร้างเกมแนวควิกไทม์อีเวนต์ เน้นให้ผู้เล่นกำหนดเส้นเรื่องด้วยตนเอง อย่าง Supermassive Games ที่เคยมีผลงานเด็ดเป็นเอกซ์คลูซีฟบนเครื่อง PS4 อย่าง Until Dawn มารอบนี้พวกเขายังคงดำเนินแนวทางสยองขวัญสั่นประสาท แวดล้อมด้วยบรรยากาศลึกลับไม่น่าไว้วางใจ และแน่นอนมากมวลด้วยเหตุการณ์ที่พร้อมจะฆ่าทุกตัวละครหากเราตัดสินใจหรือกดปุ่มพลาด ด้วยโพรเจกต์สุดทะเยอทะยานอย่าง The Dark Pictures Anthology ที่ใช้ไอเดียแบบซีรีส์สยองขวัญ ว่าด้วยภัณฑารักษ์สูงวัยผู้ดูแลหนังสือและภาพเขียนเก่าแก่ ที่จะมาเล่าเรื่องสยองขวัญให้เราฟังในแต่ละตอน คล้ายพวกเรื่องเล่าแบบรายการ Tale from the Crypt เรื่องเล่าจากหลุมศพ หรืออย่างบ้านเราก็เคยมีเช่น ยายกะลา ตากะลี ที่มีผีเฒ่ามาเล่าเรื่องสยองให้ฟัง โดยภาพวาดที่ซ่อนในฉากของเรื่องเล่านั้นก็สร้างนิมิตถึงเหตุการณ์ในอนาคตเพื่อใบ้ผู้เล่นได้ด้วย ซึ่งก็เป็นกิมมิกที่ล้อกับชื่อเกมที่ว่า The Dark Pictures คือคิดคอนเซ็ปต์มาลงตัวเลยนะ ภัณฑารักษ์ปริศนา หนังสือต้องสาป ภาพวาดผีสิง และเรื่องเล่าสยองที่ซับซ้อนหลอกล่อให้เรางุนงงสงสัย โดยเรื่องแรกที่ Supermassive Games ได้เลือกมาเปิดหัวโพรเจกต์นี้ก็คือตอนที่ชื่อว่า Man of Medan นี่เอง เนื้อเรื่องของ Man of Medan ด้วยความที่เป็นเกมขายเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ส่วนนี้จึงน่าจะได้รับความพิถีพิถันมากที่สุดของเกม เพราะถ้าเนื้อเรื่องเอาไม่อยู่ให้เกมเพลย์ดีเท่าใด ก็อาจทำเอาแฟนแนวเกมนี้ส่ายหัวเอาง่าย ๆ โดยเนื้อเรื่องของเกมจะมีอินโทรสั้น ๆ เพื่อเกริ่นเรื่องราว ทั้งยังเป็นส่วนของการฝึกวิธีการเล่นไปในตัวด้วย เปิดเรื่องมาเราจะได้ตามชีวิตของทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังได้เดินทางกลับบ้านด้วยเรือรบนามว่า Medan หลังจากผ่านภารกิจสำคัญมาได้ โดยหนึ่งในสัมภาระสำคัญที่ถูกลำเลียงขึ้นเรือไปพร้อมกันจากท่าเรือในประเทศจีน คือ ร่างของทหารผู้พลีชีพในโลงศพคลุมธงชาติสหรัฐ ที่เพิ่มบรรยากาศสยองขวัญขึ้นทันที นอกจากนั้นยังมีลังปริศนาที่มีสัญลักษณ์กระดูกไขว้จำนวนหนึ่งถูกขนขึ้นอย่างระมัดระวังด้วย เราจะได้เล่นเป็น 1 ในทหารที่ตื่นมาจากอาการป่วยและพบว่าบัดนี้ลูกเรือต่างกำลังถูกคุกคามจากบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว พวกเขาอาละวาด และบางคนก็ตายอย่างสยดสยองด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับหวาดกลัวบางอย่าง เรื่องราวตัดข้ามมายังปัจจุบัน ชายหนุ่มกับแฟนสาว พร้อมน้องชายของทั้งคู่รวม 4 คนกำลังจะออกทริป โดยเช่าเรือของกัปตันสาวห้าวเพื่อล่องมหาสมุทรและดำน้ำในจุดที่พบเรือและเครื่องบินสมัยสงครามโลก และนั่นก็เป็นจุดเริ่มของเรื่องราวต่าง ๆ เมื่อคู่รักได้พบหลักฐานบางอย่างจากซากเครื่องบินใต้น้ำที่บ่งชี้ถึงทองคำที่ถูกขนไปกับเรือ Medan แม้กัปตันสาวจะเตือนนักหนาว่าอย่าไปยุ่งสมบัติผู้ตายจากท้องทะเล และในคืนนั้นเองเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้พวกเขาถูกโจรสลัดปล้นเรือ และทั้งหมดก็ได้เผชิญเรือร้าง Medan โดยไม่คาดคิดท่ามกลางพายุกระหน่ำ เรื่องราวสุดสยองขวัญบนเรือผีสิงของเหล่าหนุ่มสาวที่ต้องเผชิญทั้ง ซากศพ วิญญาณ ปริศนาบนเรือ และหนีการไล่ล่าจากกลุ่มโจรจึงเริ่มขึ้นนับจากนั้น พูดกันแบบเข้าเรื่องเลยคือ เนื้อเรื่องเกมนี้เปิดหัวได้น่าสนใจมากในยุคสงครามโลก ก่อนจะแผ่วลงมากในช่วงเปิดตัวยุคปัจจุบัน และกว่าจะเข้มข้นอีกครั้งก็นู่นขึ้นเรือผีไปแล้วนั่นล่ะ และถ้าคุณเป็นสายสำรวจยับอ่านทุกอย่างที่เก็บได้ คุณก็จะพอเดาเรื่องราวปริศนาได้ตั้งแต่กลาง ๆ เกมแล้วด้วย คือน่าเสียดายไปนิดที่เกมไม่ได้วางหมากซับซ้อนพอ หรือไม่ก็วางเบ็ดล่อที่โฉ่งฉ่างเกินไปจนคนเล่นเดาทางได้ไปเสียก่อน ความลุ้นหรือสงสัยอยากรู้ฉากจบเลยไม่ได้มีมากเท่าเกมในแนวเดียวกัน หรือแม้แต่กับเกมก่อนหน้าอย่าง Until Dawn เลย และเมื่อบวกกับเนื้อหาที่ไม่ได้ยาวเท่าไหร่เลย เล่น 5-6 ชั่วโมงก็จบได้ เลยรู้สึกว่ามันอาจไม่ค่อยอิ่มค่อยคุ้มเท่าไหร่กับเนื้อเรื่องที่มีเท่านี้ เครดิต : (beartai) https://www.beartai.com

ไม่ใช่แค่ ชาน ! 5 แข้งลิเวอร์พูลคิดผิดมหันต์อำลา “หงส์แดง”

หลังจากเหตุการณ์ที่ เอ็มรี่ ชาน ออกมาแสดงความไม่พอใจ ยูเวนตุส เมื่อเขาไม่ได้เป็นตัวหลักของ “ม้าลาย” ในฤดูกาลนี้ และจุดแตกหักที่สุดก็คือการโดนตัดชื่อออกจากทีมชุดลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ต้องออกโรงจวกสโมสรอย่างรุนแรง จะว่าไปแล้วก่อนหน้านั้น ชาน คืออนาคตใหม่ของ ลิเวอร์พูล และน่าจะเป็นตัวหลักในการสร้างทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่แล้วนักเตะกลับเลือกย้ายหนีต้นสังกัดเพื่อไปเล่นแบบฟรีเอเยนต์กับ ยูเว่ เพราะเจ้าตัวคิดว่าจะยิ่งพัฒนาศักยภาพมากขึ้นหากได้สวมชุด “ม้าลาย” สำหรับตอนนี้ ชาน คงรู้สึกตัวแล้วว่าคิดผิดมหันต์ที่เลือกปัดการต่อสัญญากับ ลิเวอร์พูล เพื่อจะได้ย้ายมาเล่นกับ ยูเวนตุส เพราะหากเขาคิดให้ถ้วนถี่แน่นอนว่าการอยู่กับ “หงส์แดง” กุนซือคล็อปป์ คงเลือกให้เขาเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเกมแดนกลางของทีม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ แข้งทีมชาติเยอรมนีเท่านั้นที่เพิ่งตาสว่างว่าตัวเองทำพลาดที่ทิ้ง ลิเวอร์พูล ไป เพราะยังมีเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนที่ต้องพบกับชะตากรรมเดียวกัน แต่งานนี้ขอคัดแบบเน้นๆ ที่เห็นว่านักเตะคิดผิดที่ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ เอ็มเร่ ชาน (ยูเวนตุส กรกฎาคม 2018) บางคนอาจจะพูดว่า ดาวเตะชาวเยอรมัน โบกมือลาแอนฟิลด์ และได้เล่นในบทบาทสำคัญกับ “ม้าลาย” แถมประสบความสำเร็จในฤดูกาล 2018-19 เมื่อลงสนาม 29 แมตช์ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา และ 6 แมตช์ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไรก็ตาม หลังจากการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญในช่วงซัมเมอร์นี้ ส่งผลให้ ชาน หลุดจากทีมตัวจริง การที่ ยูเว่ คว้าตัว อารอน แรมซี่ย์ และ อาเดรียง ราบิโอต์ มาร่วมทีม ส่งผลกระทบต่ออนาคตของ ชาน ทันที นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กองกลางมาดเข้ม ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้อนาคตของเขากับทีมเริ่มมืดมนลงเรื่อยๆ จริงๆ แล้วหาก ชาน ตัดสินใจที่จะอยู่กับ “เดอะ เร้ดส์” ต่อไป แน่นอนว่าเขาจะเป็นขุมกำลังสำคัญของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ และยิ่งในปัจจุบัน ลิเวอร์พูล กำลังมีพัฒนการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก ฉะนั้นหาก ชาน ยังสวมชุดสีแดงเพลิง เขาคงเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์ “หงส์แดง” ก็ได้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (บาร์เซโลน่า มกราคม 2018) หลังจากที่แยกทางกับ อินเตอร์ มิลาน ในเดือนมกราคม 2013 ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของ ลิเวอร์พูล และเป็นขวัญใจมหาชนของสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างรวดเร็ว ช่วงหลายปีที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ “คูตี้” ผลิตผลงานสุดยอดจนได้รับฉายา “พ่อมดน้อย” ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก โดยความสำเร็จในเรื่องฟอร์มการเล่นของ คูตินโญ่ เกิดขึ้นภายใต้การเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ และนั่นทำให้ บาร์เซโลน่า สนใจนักเตะจนนำไปสู่การพยายามที่จะคว้าตัวมาร่วมทีม เหตุการณ์ดราม่าที่สุดในเรื่องนี้ก็คือตอนที่ คูตินโญ่ เล่นให้กับทีมชาติบราซิล และยิงประตูได้พร้อมกับร้องไห้เป็นเด็กน้อย เนื่องจากผิดหวังที่ไม่ได้ย้ายไปอยู่กับบาร์ซ่าในช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายนักเตะก็สมหวังเมื่อ “หงส์แดง” ยอมปล่อยตัวในเดือนมกราคม 2018 นับตั้งแต่เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิเลียน ย้ายไปเล่นในคัมป์ นู ดูเหมือนเขาจะประสบความสำเร็จกับทีมในช่วงแรก แต่เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา คูตินโญ่ ไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจจากกุนซือเอร์เนสโต้ บัลเบรเด้ ทำให้ซัมเมอร์นี้นักเตะพยายามที่จะหาสโมสรใหม่ และสุดท้ายก็โบกมือลาไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสัญญาลืมตัว จอร์ดอน ไอบ์ (บอร์นมัธ กรกฎาคม 2016) ปีกชาวอังกฤษ อาจจะไม่ได้มีศักยภาพระดับเดียวกับ คูตินโญ่ หรือ ชาน แต่แน่นอนว่าเขาคงมีอนาคตและพัฒนาฝีเท้าหากอยู่กับทีมต่อไป หลังจากที่ย้ายมาจาก วีคอมบ์ นักเตะต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของทีมก่อนจะก้าวขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2014-15 หลังจากนั้นใช้เวลากับการเล่นแบบยืมตัวกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ไม่นานนัก ไอบ์ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเป็นแข้งสำคัญในฤดูกาล 2015-16 ไอบ์ ได้ลงเล่น 27 เกมในพรีเมียร์ลีก และ 41 แมตช์ในทุกรายการ รวมถึงการโชว์ฟอร์มจนคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ปะทะ เอฟเวอร์ตัน อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเชื่อว่าผลงานของตนควรได้เป็นตัวหลักอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เขาเลือกย้ายไปเล่นกับ บอร์นมัธ ด้วยสัญญา 5 ปี ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ไอบ์ ทำผลงานได้ดีจนติดทีมชาติอังกฤษ แต่ตอนนี้นักเตะต้องพบกับความยากลำบากในการเล่นให้ “เดอะ เชอร์รีส์” ไมเคิ่ล โอเว่น (เรอัล มาดริด สิงหาคม 2004) หนุ่มน้อยโอเว่นที่เกิดและเติบโตมากับ ลิเวอร์พูล โดยใช้เวลาค้าแข้งกับ “หงส์แดง” 13 ปี รวมถึงการเล่นให้ทีมในระดับเยาวชน 5 ฤดูกาล หัวหอกร่างเล็กความเร็วสูง ตะบันประตูในเกมพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 118 ประตูจากการเล่น 216 แมตช์ ส่งให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นตำนานให้กับสโมสรและทีมชาติอังกฤษ โดยการเล่นให้ทัพ “สิงโตคำราม” นักเตะซัดไป 40 ประตู แน่นอนว่าในเวลานั้น โอเว่น ได้รับการคาดหมายว่าจะเก่งยิ่งกว่านี้ และมีสิทธิ์ช่วย ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม โอเว่น เกิดความเคืองขุ่นใจเกี่ยวกับอนาคตของเขากับต้นสังกัด ส่งผลให้เขาเลือกหักดิบด้วยการย้ายหนี “หงส์แดง” แบบช็อกสาวก “เดอะ ค็อป” ในช่วงซัมเมอร์ปี 2004 เพื่อไปเล่นให้กับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แถมค่าตัวแค่ 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) เท่านั้น การเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว นั้น โอเว่น ซัดไปเพียง 13 ประตูในซีซั่นเดียว ก่อนจะย้ายไปเล่นให้ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในปี 2005 ซึ่งเจ้าตัวเพิ่งออกมายอมรับในหนังสืออัตชีวประวัติเมื่อเร็วๆ นี้ว่าคิดผิดมหันต์ในอาชีพพ่อค้าแข้งที่มาเล่นในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลีดส์ พฤศจิกายน 2001) ดาวยิงเจ้าของฉายา “ก็อด” ซึ่งสาวก “เดอะ ค็อป” รู้สึกเป็นอย่างดีจากผลงานการตะบันประตูของ ฟาวเลอร์ ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่เล่นให้กับต้นสังกัด รวมถึง 9 ปีที่อยู่กับทีมเยาวชน ฟาวเลอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นตำนาน “หงส์แดง” อย่างรวดเร็ว ด้วยสถิติซัดประตูในพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 120 ลูกจากการเล่น 236 แมตช์ แต่หลังจากที่เกิดรอยร้าวในใจกับ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ผู้จัดการทีม และ ฟิล ธอมป์สัน ผู้ช่วย ในปี 2001 ทำให้เจ้าตัวเลือกทิ้งถิ่นแอนฟิลด์ ในฤดูกาล 2001–2002 อย่างไรก็ตาม ฟาวเลอร์ ต้องพบกับความล้มเหลวในการเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นก็ต้องลาสโมสรก่อนที่พวกเขาจะตกชั้น เพื่อไปเล่นกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม นักเตะกลับมาเล่นให้ “เดอะ เร้ดส์” พร้อมกับยิงได้ 8 ประตู ฟาวเลอร์ ซึ่งติดทีมชาติอังกฤษ 26 แมตช์ ยังโยกไปเล่นให้ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, นอร์ธ ควีนส์แลนด์ ฟูรี่, เพิร์ธ กลอรี่ และ เมืองทอง ยูไนเต็ด ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2012 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

Ubisoft เผยข้อมูล Ghost Recon Breakpoint ในช่วง CBT และ เนื้อหาในแพทช์ Year 1 ว่ามีอะไรบ้าง!?

หลังจากที่ค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Ubisoft ได้จัดงานแถลงข่าว Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ที่พวกเขาได้ประกาศว่า “ตัวเกมรองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ” อีกทั้งพวกเขามีแผนที่จะทำภาษาไทยให้กับเกมอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นทั้งเกมใหม่ที่จะออกมาในอนาคต หรือ เกมเก่าที่ได้รับความนิยมอีกด้วย ล่าสุดทาง Ubisoft ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ทั้งรายละเอียดในช่วงการทดสอบ Closed Beta ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 5 – 8 กันยายน รวมไปถึงเนื้อหาของแพทช์ Year 1 หลังจากที่ตัวเกมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เรามาเริ่มจากข้อมูลการทดสอบตัวเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ในช่วง Closed Beta กันก่อนก็แล้วกันนะคะ ซึ่งตอนนี้เปิดให้ดาวน์โหลดตัวเกมแพลตฟอร์ม PC และ Xbox One ล่วงหน้ากันแล้ววันนี้ ส่วนแพลตฟอร์ม PlayStation 4 จะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย ส่วนผู้ที่จะเข้าไปทดสอบการเล่นในช่วงนี้ได้นั้น เฉพาะผู้ที่สั่งซื้อตัวเกมล่วงหน้าเท่านั้น! รวมไปถึงเกมเมอร์ที่ได้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมทดสอบ Online Technical Test ส่วนใครที่มีการไปลงทะเบียนเข้าร่วมทดสอบ Beta ผ่านหน้าเว็บไซต์ก็จะเป็นการสุ่มผู้โชคดีแล้วจะมีการแจ้งทางอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้ค่ะ สุดท้ายผู้เล่นที่เข้าร่วมทดสอบ Closed Beta ทุกคนจะได้ร่วมกิจกรรมการกุศลที่มีชื่อว่า “Man Down” เป็นการระดมทุนให้แก่ NGO ระดับโลกอย่าง Child’s Play เพียงแค่เราเล่นโหมด Co-op แล้วชุบชีวิตเพื่อนร่วมทีม ยิ่งผู้เล่นทำเมื่อไหร่ Ubisoft จะนำยอดในส่วนนี้ไปบริจาคนั่นเอง ส่วนเนื้อหาในช่วง Closed Beta ผู้เล่นสามารถเข้าถึงพื้นที่ในส่วนต่างๆ ได้มากมาย รวมไปถึงยังมีภารกิจให้เราได้สำรวจทั้งการแท็กทีม 4 คนเพื่อทำภารกิจ หรือ เราจะทำคนเดียวโชว์บู๊ก็ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Operation Greenstone 2 ภารกิจ ที่มีจากเควสต์เนื้อเรื่องหลัก และ เควสต์จาก Auroa Missions อีกทั้งยังมีเควสต์รองให้เราได้ทำกันด้วย ซึ่งเราสามารถรับได้จากผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ยังค่ะ ยังไม่หมด ยังตบด้วย Faction Missions ที่มีภารกิจให้ทำมากถึง 8 ภารกิจในแต่ละวัน แล้วถ้าคุณอยากจะทดสอบความแข็งแกร่งก็มี Drone Areas ที่ผู้เล่นจะต้องเผชิญหน้ากับ Murmurs โดรนขนาดเล็กที่บินได้ ที่จะบุกโจมตีผู้เล่นอย่างต่อเนื่อง หรือ Aamons โดรนภาคพื้นดิน และ Behemoths เกราะหนักที่แข็งแกร่งและมีพลังทำลายล้างสูงมาก หลังจากพูดถึงรายละเอียดในส่วนของ Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ในช่วงการทดสอบ Closed Beta กันไปแล้ว ก็ต้องมาพูดถึงแพทช์ต่างๆ ที่จะอัปเดตใน Year 1 โดยทาง Ubisoft ได้เผยว่าหลังจากที่อัปเดต Operation Greenstone แล้วพวกเขาก็มีเนื้อหา Episode 2 และ Episode 3 ที่จะอัปเดตหลังจากนั้นให้ได้เล่นกันทุกๆ 4 เดือน ซึ่งแต่ละ Episode ก็จะมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งผู้เล่นจะได้สนุกกับคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามา รวมไปถึงเนื้อหาช่วง End Game ก็จะมีภารกิจแบบ Raid เพิ่มความท้าทายเข้ามาให้เล่นกันด้วย รวมไปถึงยังมีการอัปเดตทั้งโหมด PvP แล้วก็รายละเอียดอื่นๆ อีกเพียบ! เนื้อหา Adventures ใหม่ จะมีการเพิ่มเนื้อเรื่องส่วนใหม่ๆ เข้ามา ตรงส่วนนี้มันจะขยายเนื้อเรื่องหลักให้กว้างมากยิ่งขึ้น เนื้อหา End Game ทีมผู้พัฒนาเกมเผยว่าในช่วงเวลาที่เราเล่นเนื้อเรื่องจบ Episode แต่ละตัว มันก็จะมีเนื้อหาพิเศษที่รออยู่ ยกตัวอย่างเช่น Episode 1 จะมี Project Titan Raid ภารกิจแบบเหรดที่จะให้ผู้เล่นไปสำรวจภูเขาไฟที่ยังไม่ดับของหมู่เกาะ Auroa คุณและสมาชิกในทีมจะต้องใช้ทักษะในการเอาตัวรอดและรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ได้ โดนภารกิจเหรดนี้สามารถทำซ้ำได้ด้วยนะ เนื้อหา Faction Missions ใหม่ เหล่า Factions ในเกมจะมีการพัฒนาตลอดเวลา แล้วในทุกๆ เดือนพวกเขาก็มีแผนอัปเดตภารกิจเนื้อเรื่องให้เราได้เล่นกันอย่างต่อเนื่อง มันก็จะเป็นการเล่าเรื่องราวของ Faction ในแต่ละวันภารกิจที่ถูกมอบหมายให้ก็จะแตกต่างกันออกไปด้วยนะ คลาสใหม่รออัปเดต ทาง Ubisoft เผยว่าใน Year 1 จะมีคลาสใหม่รออัปเดตให้ผู้เล่นได้กันอยู่ ซึ่งคลาสแรกก็คือ Engineer จะเป็นสายที่ถนัดในความเชี่ยวชาญในด้านการแฮ็กข้อมูล อัปเดต LIVE Events อีเว้นท์เหล่านี้จะมี VIPs ที่จะมาช่วยเหลือ Nomad ในการต่อสู้กับภัยที่น่ากลัว โดยพวกเขาเผยว่าอีเว้นท์พิเศษแบบนี้จะอัปเดตให้ในแต่ละ Episode ของแพทช์ Year 1 ซึ่งจะเปิดให้เข้าไปเล่นราวๆ 1 เดือน อัปเดตการประลอง PvP แน่นอนว่าสิ่งที่จะเพิ่มสีสันให้กับเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ก็คือโหมด PvP ที่จะจัดเต็มและมีการอัปเดตลูกเล่นใหม่ๆ เข้ามา รวมไปถึงโหมด Ghost War ที่บอกเลยว่าสนุกแน่นอนค่ะ ปัจจุบันตัวเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint วางจำหน่ายล่วงหน้าแล้วในทุกๆ แพลตฟอร์มทั้ง PC, PlayStation 4 และ Xbox One โดยแบ่งออกไปทั้งหมด 3 แพ็คเกจหลักๆ ได้แก่ Standard Edition สนนราคา 1,600 บาท, Gold Edition สนนราคา 2,670 บาท และ Ultimate Edition สนนราคา 3,200 บาท ถ้าซื้อตอนนี้จะได้รับส่วนลด 8% เหลือเพียง 2,940 บาท โดยแพทช์ Year 1 จะอยู่ในแพ็คเกจ Gold Edition และ Ultimate Edition ใครที่อยากจะจัดชุดไหนเลือกกันดีๆ เลยค่ะ อยู่ที่กำลังทรัพย์ของเพื่อนๆ นะคะ แต่บอกเลยว่าภาคนี้อาเจ๊นัทจัดเวอร์ชั่น PC มาเล่นกับเพื่อนแน่นอน! เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน
นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก
“ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก”
ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ
เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Apple ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ แอมะซอน ได้เคยมีการลงมติเพื่อจำกัดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ไร้ผลทั้งสองครั้ง
สภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐฯ กำลังมีการประเมินกันอยู่ว่า เทคโนโลยี Facial Recognition มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เทคโนโลยีนี้กล่าวว่า บางครั้งมีปัญหาในการนำเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” ไปใช้ โดยเฉพาะในการใช้แยกแยะใบหน้าของผู้หญิง และคนผิวสี
จอย บูว์ลัมวีนี ผู้ก่อตั้ง Algorithmic Justice League องค์กรที่ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence อย่างมีจริยธรรม กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าควรจะมีการยับยั้งการใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบ
“อย่างน้อยคองเกรสน่าจะออกกฎยับยั้งไม่ให้ตำรวจใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ชั่วคราว เพราะว่ามีการเอาไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการควบคุมดูแล และยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้านำมาใช้กับกลุ่มคนชายขอบ หรือชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม”
ในขณะที่มีเสียงต่อต้าน ก็มีอีกกลุ่มที่สนับสนุนการใช้ Facial Recognition ​ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานด้านไบโอเมทริคส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง ที่นำข้อมูลทางชีวภาพมาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรม โดยคนกลุ่มนี้บอกว่า เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มีประโยชน์มากต่อมนุษยชาติ
นายบรูซ แฮนสัน ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Credence ID กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายที่น่ากลัว “ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าตื่นเต้นของไบโอเมทริคส์ ภาพลักษณ์หรือความคิดที่ว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นผู้ร้าย หรือจะทำให้สังคมกลายเป็นโลกมืดที่ผู้คนถูกรัฐฯ กดขี่ เป็นการเข้าใจผิด”
บริษัทของนายแฮนสัน ใช้ เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” และ ไบโอเมทริคส์อื่น ๆ เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อช่วยระบุตัวบุคคลในประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าถึงปัจจัยสำคัญ เช่น อาหาร ยา อุปกรณ์การแพทย์ หรือนมผงสำหรับทารก เขาคิดว่าการที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป
ขณะนี้ เมืองอื่น ๆ ในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะออกมาตรการห้ามใช้ Facial Recognition ตามรอย ซานฟรานซิสโก หรือไม่ ในขณะที่บริษัท องค์กรต่าง ๆ หรือแม้แต่รัฐบาลหลายประเทศ กำลังหาทางนำเอาเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ในด้านอื่น ๆ มากขึ้น
การนำเอาเทคโนโลยี Facial Recognition มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ตอนนี้ก็คือว่า การออกกฎหมายห้าม จะไล่ทันการนำเอาไปใช้หรือไม่

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

กล้องวงจรปิด เครื่องมือใหม่ช่วยส่องพฤติกรรมคนทั่วโลก!!

Jay Stanley มีดีกรีเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอาวุโส สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกันหรือ ACLU สิ่งที่ Stanley ทำคือการวิจัย เขียน และออกมาพูดประกาศเรื่องความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของประชาชนในอนาคต งานล่าสุดที่เขาเขียนในบล็อก Free Future ของ ACLU ระบุถึงเทรนด์ความนิยมใช้หุ่นยนต์ระวังภัยหรือ robot surveillance ในเมืองใหญ่ อาจจะคุกคามเสรีภาพของพวกเราทุกคนแบบไม่คาดคิด
คำเตือนของ Jay Stanley ในนาม ACLU เกิดขึ้นในวันที่กล้องวงจรปิดถูกนำมาประยุกต์ร่วมกับระบบ AI แบบใหม่ หลังจากที่กล้องวงจรปิดถูกใช้งานทั่วไปในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยมานานหลายปี การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบ robot surveillance ที่มีความเฉลียวฉลาดขึ้นนี้เองที่อาจเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของพลเมือง และจะสร้างวิถีใหม่หรือ reshape วิธีที่ผู้คนจะปฏิบัติตนในที่สาธารณะด้วย
Stanley เขียนเตือนในรายงานฉบับใหม่ว่ากล้องวงจรปิดที่รวบรวมและจัดเก็บวิดีโอ (ในบางกรณี) กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น robot surveillance ที่คอยเฝ้าดูผู้คนอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง กลายเป็นเครือข่ายเครื่องจักรกลเฝ้าระวังที่ยิ่งใหญ่และกำลังเติบโตขึ้นรอบตัวเรา แม้ขณะนี้เครื่องส่วนใหญ่ยังไม่ฉลาดนักและทำงานได้ช้า แต่ทุกอย่างจะมีความหมายทันทีหากมีการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
ใช้คุมพฤติกรรมได้
Stanley ย้ำว่าผลลัพธ์ของการปูพรมใช้งานระบบ robot surveillance โดยไม่มีการควบคุมดูแลขอบเขตการทำงาน อาจจะทำให้โลกมีสังคมใหม่ซึ่งทุกคนในสังคมสามารถถูกตัดสินหรือประเมินการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสาธารณะของทุกคนได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกพื้นที่ แน่นอนว่าไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นคน เพราะนี่จะเป็นระบบ AI security guard ของจริง
คำพูดของ Stanley ไม่ใช่เรื่องโคมลอย ประสบการณ์จากการทำงานเป็นนักวิจัยด้านเทคโนโลยีกับบริษัท Forrester ช่วงก่อนมาทำงานที่ ACLU ทำให้ Stanley เข้าใจแนวโน้มพัฒนาการของเทคโนโลยีรอบด้าน สำหรับรายงานชิ้นใหม่ Stanley อธิบายเพิ่มว่าความก้าวหน้าล่าสุดในเทคโนโลยี AI ช่วยให้ระบบกล้องสามารถจดจำผู้คนได้อย่างรวดเร็วด้วยการวิเคราะห์ใบหน้าและรูปแบบการเดินของแต่ละคน นอกจากนี้ ระบบยังสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรม “ผิดปกติ” และตรวจสอบการเคลื่อนไหวของดวงตาและอารมณ์ของผู้คนได้ด้วย
ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าความสามารถที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าที่เดินทางมาเยี่ยมชมร้านค้าได้ และยังช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามผู้ต้องสงสัย แต่ Stanley เตือนว่าระบบนี้อาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นได้หากมีการเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกชนชั้น เช่นกรณีที่กล้องทำเครื่องหมายหรือ flag ภาพประชาชนในละแวกใกล้เคียง และนำผู้คนให้ “จำกัด” พฤติกรรมของพวกเขาในที่สาธารณะเพื่อไม่ให้ระบบทำเครื่องหมายซ้ำอีก
Stanley มองว่าการมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็น AI หรือ AI security guard ซึ่งประสานการทำงานกันเป็นกองทัพนั้นจะทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าถูกจับตามองตลอดเวลา เหมือนกับการขับรถไปตามทางหลวงและเห็นตำรวจท่องเที่ยวแล่นตามมาข้างหลังจนรู้สึกอึดอัด และไม่มีใครต้องการที่จะรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลา
ขอให้โปร่งใส
แนวคิดของ Stanley ไม่ได้หวังปิดกั้นการใช้งาน AI security guard แต่ต้องการให้มีมาตรการควบคุมอันตรายที่อาจเกิดขึ้น Stanley ในนาม ACLU จึงเรียกร้องให้มีการอนุมัติกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับระบบการเฝ้าระวังอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจว่ากล้องเหล่านี้ใช้งานอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ACLU เคยเรียกร้องให้มีการเลื่อนโครงการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จนกว่าสภาคองเกรสจะสามารถกำหนดได้ว่าเทคโนโลยีนี้ควรใช้อย่างไร โดยย้ำว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ควรใช้สำหรับการสร้างข้อมูลสำหรับระบุตัวตนสาธารณชนทั่วไป รวมถึงการตั้งข้อสงสัยกับสาธารณชนไปก่อน
สำหรับ Stanley การส่งสัญญาณเตือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหน้าหนึ่งของการทำงานด้านสื่อ โดยก่อนหน้านี้ Stanley มีประสบการณ์ทำสื่อในเครือ Facts on File ชื่อ World News Digest และยังเป็นบรรณาธิการให้กับ Medialink ตัวของ Stanley จบการศึกษาจากวิทยาลัย Williams College และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์อเมริกา จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com